การจัดสวนในโรงเรียน

เขียนโดย: ขวัญชัย จิตสำรวย ใน บ้านและสวน

คำที่เกี่ยวข้องใน: Untagged 

ขวัญชัย  จิตสำรวย

                                                            แนวคิดการจัดสภาพภูมิทัศน์ที่ดีในโรงเรียน 

                                                                          ตอน  สวนในโรงเรียน

                  สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน  เป็นเรื่องควรใคร่ครวญอย่างยิ่ง  ประสบการณ์ในเบื้องต้นของเรา  แปดในสิบส่วนได้จากโรงเรียน  โรงเรียนจึงต้องมีมวลประสบการณ์ที่เหมาะสมไว้ให้เด็ก ๆ  เพราะเราต่างก็รู้ว่า  ประสบการณ์ในวัยเด็กนั้น  ล้วนมีผลต่อความคิดฝัน  แรงบันดาลใจ  บุคลิกภาพ  รสนิยมและปมด้อย  ในเวลาต่อมา
                กับแนวคิดที่ว่า  “ทำโรงเรียนให้เหมือนบ้าน” บอกนัยหลายอย่างให้เรารู้ว่า   บ้าน  โรงเรียน ครู   ผู้ปกครอง  นักเรียน  ต่างก็ไม่ควรแปลกแยกโดดเดี่ยวออกไป  หากดึงแนวความคิดนี้มาออกแบบจัดสวนในโรงเรียน ก็เห็นจะมีส่วนคล้ายคลึงกับสวนบ้านอยู่บ้าง  อย่างน้อยก็ต้องกำหนดจุดประสงค์ของ “การจัด” ให้ชัดเจน   เพราะการจัดสวนเป็นการจัดและควบคุมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้กับสถานที่  เอื้อประโยชน์ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้อาศัย(ผู้ใช้พื้นที่) และเสริมสร้างบรรยากาศให้สวยงามร่มรื่น  สะอาด  สงบ  พักผ่อน และปลอดภัย               สำหรับสวนในโรงเรียน หากได้เพิ่ม สาระทางการศึกษาลงไปให้นักเรียนและชุมชนรับรู้ได้ ก็เป็นสิ่งประเสริฐยิ่ง
การออกแบบสวนในโรงเรียนยังต้องขึ้นอยู่กับคำว่า “ความเหมาะสม”   อีกด้วย  อาทิ
    เหมาะสมกับพื้นที่   เหมาะสมกับอาคาร
    เหมาะสมกับกิจกรรมการใช้สอย และกิจกรรมการเรียนการสอน
    เหมาะสมกับวัยของเด็ก
    เหมาะสมกับพืชพรรณ  ท้องถิ่น และทรัพยากรที่มีอยู่เดิม
    เหมาะสมกับงบประมาณ และข้อจำกัดของการดูแลรักษา

                      สวนในโรงเรียน จะมีลักษณะการจัดอยู่อย่างน้อย  5  ลักษณะ  คือ
          1.  จัดเพื่อสร้าง,เพื่อกำหนด, และ/หรือเพื่อควบคุมสภาพแวดล้อมภายในพื้นที่ของโรงเรียนทั้งหมด    เริ่มจากกำหนดขอบเขต  กำหนดทิศทางการสัญจร  กำหนดพื้นที่ใช้สอยเป็นส่วน ๆ เช่น 
                   ทางเข้า   ป้อมยาม    ลานอเนกประสงค์        ที่จอดรถ                   พื้นที่พักผ่อน   ถนน- ทางเดิน
                  สนามกีฬา- สวนสุขภาพ  อาคารชั่วคราว                    อาคารประกอบ   ป้ายนิเทศ-นิทรรศการ สวนป่า  สวนหย่อม                   สวนรวบรวมพันธุ์ไม้(สวนพฤกษศาสตร์-แปลงทดลอง-แปลงสาธิต) ฯลฯ         ลักษณะเช่นนี้เป็นการวางผังเพื่อกำหนดไม้ใหญ่ให้ร่มเงา  กำหนดพื้นที่ทั้งหมดเพื่อสร้างสัดส่วนให้เกิดความสัมพันธ์กันระหว่างพื้นที่  อาคาร  คน  และกิจกรรม
         2.  จัดสวนในพื้นที่สาธารณะ  พื้นที่สาธารณะ เป็นพื้นที่ที่มักถูกกำหนดขึ้นเพื่อจัดสวนที่มีรูปแบบสวยงาม โดดเด่น มักอยู่ใกล้กับอาคารอำนวยการ บริเวณเสาธง หรืออาคารเรียนหลักที่มองเห็นได้โดยง่าย  มักพบว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนนี้มาก  แต่มีข้อควรคิดหลายประการ  ดังนี้
        2.1 สวนรูปแบบนี้ เป็นสวนที่จัดขึ้นด้วยงบประมาณมากพอควร  มีการออกแบบดำเนินงานอย่างดี ให้คิดถึงความคุ้มค่าในเชิงประโยชน์ใช้สอยด้วย  ไม่ควรออกแบบและจัดเพื่อนั่งชมแต่อย่างเดียว  แต่ควรออกแบบให้นักเรียนสามารถเข้าไปใช้สอยในลักษณะต่าง ๆ ได้
        2.2  ควรกำหนดรูปแบบให้ดูแลรักษาง่าย  เช่น  ใช้พันธุ์ไม้ในท้องถิ่น  พันธุ์ไม้ที่ทนทาน  โตช้า ลดพื้นที่สนามหญ้าลง  เพิ่มพื้นที่ดาดแข็งให้มากขึ้น  กำหนดจุดให้น้ำอย่างเพียงพอ
        2.3  หลีกเลี่ยงรูปแบบการจัดที่มีการจัดการสูง  เช่น การสร้างสวนน้ำตก  สวนธารน้ำธรรมชาติ  สวนหย่อมที่มากจุดเกินไป  การใช้พันธุ์ไม้ที่หลายหลาย เพราะสวนรูปแบบนี้จะมีการดูแลรักษาที่ดีจึงจะสวยงามได้นาน
       2.4  ควรออกแบบโดยเพิ่มพื้นที่ดาดแข็งและ ไม้ให้ร่มเงาให้มาก  เพื่อให้บรรยากาศรวมร่มรื่น  ลดความร้อยภายในอาคารและพื้นที่  และช่วยเกิดสัดส่วนทางทัศนียภาพที่ดี
โปรดเข้าใจว่า ความเรียบง่าย  ความสะอาด  และความเป็นระเบียบ  เป็นความงามที่ยั่งยืน
        3.  การจัดสวนเพื่อการศึกษา  เป็นการจัดสวนเพื่อการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลาย ๆ  เรื่องรวมกัน  การจัดสวนแบบนี้จะต้องกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมด้วย  เช่น  สวนสมุนไพร  สวนหิน  สวนพันธุ์ไม้ในวรรณคดี  สวนสุขภาพ  สวนครัวไฮเทค สวนพฤกษศาสตร์ หรือสวนสาธิตตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่หรือสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้หลากหลายวิชาเข้าด้วยกัน สวนลักษณะนี้ไม่เน้นความสวยงาม  แต่เน้นสาระมากกว่า ส่วนความงามนั้น อยู่ที่ความเป็นระเบียบเรียบร้อย  สะอาด สะดวก ความปลอดภัยและการแสดงให้เห็นถึงการดูแลพื้นที่สม่ำเสมอไม่ทอดทิ้ง
        4.  มุมพักผ่อน หมายถึงพื้นที่เล็ก ๆ  ที่แทรกอยู่ตามต้นไม้ใหญ่  มุมอาคาร  ใต้บันได  ระเบียงห้องเรียน  หรือพื้นที่ขนาดใหญ่ที่จัดสร้างขึ้นมาเป็นการเฉพาะ(ตามงบประมาณ)  เพระพิจารณาว่าเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการนั่งพักผ่อน สร้างความผ่อนคลายหรือการอ่านหนังสือยามว่างของนักเรียน  ลักษณะเช่นนี้ควรออกแบบให้มีพื้นที่ดาดแข็ง  มีร่มเงา  มีชุดนั่ง  มีถังขยะ  กำหนดให้ดูแลรักษาง่าย  จุดให้น้ำ ให้แสงสว่าง  มุมพักผ่อนสามารถจัดสร้างขึ้นได้หลาย ๆ จุด  รวมไปถึงพื้นที่ภายในอาคาร เช่น ระเบียง ใต้ถุนอาคาร พื้นที่เชิงบันใด ก็สามารถเนรมิตให้เป็นมุมนั่งพักผ่อนได้
            โดยทั่วไป  มุมพักผ่อนจะใช้พื้นที่ไม่มากนัก  จัดทำได้ง่าย เลือกใช้วัสดุเรียบง่ายทนทาน ในการออกแบบอาจสอดแทรกเนื้อหาสาระให้นักเรียนได้เรียนรู้  เช่น ป้ายนิเทศ  ข้อความเตือนใจ  พุทธภาษิต  ชื่อพันธุ์ไม้              รูปแบบการจัด จัดได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ในรูปแบบของซุ้มไม้เลื้อย  ศาลา  ลานใต้ร่มไม้  พื้นที่เชิงชายคา มีน้ำตก ธารน้ำ บ่อปลา น้ำพุ  ลานพัก  มาประกอบก็ได้ เป็นต้น
        5.  สวนหย่อมประกอบ  พื้นที่บางบริเวณดูไม่สวย  เป็นมุมอับ  แต่อยู่ในส่วนหน้าที่ใครไปใครมาก็พบเห็น ก็ควรจัดปลูกพันธุ์ไม้เพื่อแก้ไขสภาพพื้นที่นั้นได้  หรือถ้ามีงบประมาณ ความพร้อมก็จัดเป็นสวนหย่อมประกอบได้เช่นกัน สวนหย่อมจัดได้ตั้งแต่พื้นที่ 1 ตารางวาไปจนถึง 50 ตารางวา ทั้งภายใน ภายนอกอาคาร  ทั้งใต้อาคารและบนอาคารที่รวมเรียกว่า สวนในพื้นที่พิเศษ
           ในสภาพของความจำกัดด้านงบประมาณ  บุคลากร  การดูแลรักษา  ทำให้คิดได้ว่าสวนหย่อมน่าจะจัดขึ้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาพื้นที่ให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงมากขึ้น มากกว่าจัดเพื่อโชว์ แต่เห็นหลายแห่งมักนิยมก่ออิฐกำหนดเป็นพื้นที่ริมอาคาร   ทางเข้าอาคาร  หน้าห้องเรียน  หน้าห้องผู้อำนวยการ  แล้วจัดปลูกพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ  หรือจัดเป็นสวนหย่อม ซึ่งก็สามารถทำได้  และถ้าจะทำควรออกแบบและดำเนินงานอย่างถูกต้อง  เพราะสวนที่จัดขึ้นแล้วควรจะมีอายุการใช้ยาวนาน
            การจัดสวนในโรงเรียน ไม่ใช่การเพาะถั่วงอก ที่จะทำกันแบบลวก ๆ ในระยะเวลาสั้น ๆ หากจะต้องทำกันอย่างต่อเนื่อง  สวนหนึ่งแล้วเสร็จยังมีภาระหน้าที่ในการดูแลรักษาของทุกคน  พื้นที่อื่นก็ยังรอปรุงแต่งเพิ่มเติมต่อไป             เงื่อนไขสำคัญสำหรับโรงเรียนในต่างจังหวัดคือขาดงบประมาณ  จึงต้องอาศัยเวลา  อย่าท้อถอยและเสียกำลังใจ
           ประการหนึ่งที่ควรคิด  คือการให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมพัฒนาสภาพแวดล้อมของโรงเรียน  ประการนี้เมื่อพิจารณาให้ละเอียดลึกซึ้งแล้วเห็นว่า  การให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวเขา  นอกจากจะให้เขาเกิดความรู้และประสบการณ์ที่ดีงาม  มีความรักและเห็นคุณค่าแล้ว  ยังสะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศของการจัดการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคมอย่างแท้จริง
                   การทำงานนั้นแหละเนื้อแท้ของการเรียนรู้ (ใครกล่าวไว้ก็ไม่รู้)

 http://www.oknation.net/blog/whitewhite                                

   kchaijit1@gmail.com